สรุปสั้น (TL;DR)

  • "ชั้น" ในระบบกันซึมทาเหลว หมายถึงลำดับขั้นตอนที่แต่ละชั้นทำหน้าที่ต่างกัน ไม่ใช่แค่ทาซ้ำให้หนา
  • หลักการทั่วไป: เตรียมผิว/ซ่อมร้าว → ชั้นยึดเกาะ → ชั้นกันน้ำหลัก → ชั้นเสริมแรงด้วยแผ่นใย → ชั้นเคลือบผิวทนยูวี
  • แผ่นใยเสริมแรง คือหัวใจของระบบหลายชั้น ช่วยกระจายแรงดึงเมื่อรอยร้าวขยับตัว (dynamic crack bridging)
  • กันซึมชั้นเดียวมักมี รูเข็ม (pinhole) และความหนาไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นจุดรั่วที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
  • ระบบ WINSERV. SmartTec ออกแบบเป็น 5 High Protection Layers เฉพาะจุดตามสภาพหน้างาน
  • ก่อนลงชั้นแรกต้องวัดความชื้นคอนกรีตด้วย Hygro Meter — ดู ทำไมต้องวัดความชื้นก่อนทำกันซึม
ภาพประกอบระบบกันซึม WINSERV. SmartTec 5 High Protection Layers
ระบบกันซึมหลายชั้นแบ่งหน้าที่กันในแต่ละชั้น ไม่ใช่การทาซ้ำวัสดุเดิมให้หนาขึ้น

"ชั้น" ในระบบกันซึมทาเหลวหมายถึงอะไร?

หลายคนเข้าใจว่ากันซึม "หลายชั้น" คือการทาน้ำยาชนิดเดียวกันซ้ำ ๆ ให้หนาขึ้นเท่านั้น แต่ในทางเทคนิค ระบบกันซึมทาเหลวที่ออกแบบมาอย่างถูกต้องจะแบ่งเป็นหลายขั้นตอนที่ แต่ละชั้นทำหน้าที่ต่างกัน เช่นเดียวกับการทาสีรถยนต์ที่มีทั้งชั้นรองพื้น ชั้นสี และชั้นเคลือบเงา ซึ่งแต่ละชั้นทำหน้าที่คนละอย่าง ไม่ใช่การทาสีเดิมซ้ำสามรอบ

หลักการทั่วไปของระบบกันซึมหลายชั้น

แม้รายละเอียดจะต่างกันไปตามผู้ผลิตแต่ละราย แต่หลักการพื้นฐานของระบบกันซึมทาเหลวหลายชั้นมักประกอบด้วยขั้นตอนต่อไปนี้

1. เตรียมผิวและซ่อมรอยร้าว

ทำความสะอาดฝุ่น คราบน้ำมัน และผิวที่หลุดล่อนเดิมออกให้หมด พร้อมอุดรอยร้าวและช่องว่างที่มีอยู่ ขั้นตอนนี้สำคัญที่สุดเพราะหากผิวไม่สะอาดหรือยังมีรอยร้าวเปิดอยู่ ชั้นกันซึมที่ตามมาจะยึดเกาะไม่แน่นตั้งแต่ต้น

2. ชั้นยึดเกาะ (Bonding Layer)

โดยทั่วไประบบกันซึมหลายชนิดต้องใช้น้ำยารองพื้น (primer) เพื่อช่วยให้ชั้นกันซึมยึดเกาะกับผิวคอนกรีตได้ดี ข้อน่าสังเกตคือระบบ STPE บางระบบสามารถยึดเกาะกับผิวคอนกรีตที่มีความชื้นตกค้างได้โดยไม่ต้องใช้ไพรเมอร์แยก ซึ่งช่วยลดขั้นตอนและความเสี่ยงจากการรอผิวแห้งไม่พอ

3. ชั้นกันน้ำหลัก (Base Waterproof Coat)

เป็นชั้นแรกของวัสดุกันซึมจริงที่ปิดผิวคอนกรีตไม่ให้น้ำสัมผัสโดยตรง ความหนาของชั้นนี้ต้องสม่ำเสมอทั่วพื้นที่ หากทาบางเกินไปในบางจุดจะเกิดรูเข็มที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าแต่น้ำซึมผ่านได้

4. ชั้นเสริมแรงด้วยแผ่นใย (Reinforcement Fleece)

เป็นชั้นที่ฝังแผ่นใยสังเคราะห์บาง ๆ ไว้ระหว่างชั้นกันน้ำ ทำหน้าที่กระจายแรงดึงเมื่อคอนกรีตด้านล่างขยับตัว หรือเกิดรอยร้าวใหม่หลังทำกันซึมแล้ว คุณสมบัตินี้เรียกว่า dynamic crack bridging ซึ่งเป็นจุดต่างสำคัญระหว่างระบบหลายชั้นกับกันซึมทาชั้นเดียวที่ไม่มีชั้นนี้เลย

5. ชั้นเคลือบผิว (Top Coat)

เป็นชั้นบนสุดที่รับแดด รับฝน และการเสียดสีจากการเดินใช้งานโดยตรง ทำหน้าที่ปกป้องชั้นกันน้ำหลักด้านล่าง จากรังสียูวีและการสึกหรอ หากชั้นนี้เสื่อมสภาพก่อน ชั้นด้านล่างจะยังคงกันน้ำได้ระยะหนึ่ง แต่หากปล่อยไว้นานเกินไปความเสียหายจะลามเข้าสู่ชั้นกันน้ำหลักในที่สุด

ระบบ WINSERV. SmartTec ใช้เทคโนโลยี STPE จากเยอรมัน ออกแบบเป็น 5 High Protection Layers ที่ประยุกต์ตามหลักการนี้ โดยออกแบบเฉพาะจุดตามสภาพหน้างานจริง ไม่ใช่สูตรสำเร็จเดียวกันทุกพื้นที่

ทำไมกันซึมทาชั้นเดียวถึงรั่วซ้ำ?

กันซึมชั้นเดียวไม่ได้แปลว่าใช้ไม่ได้เลย แต่มีข้อจำกัดหลายจุดที่ทำให้อายุการใช้งานสั้นกว่าที่ควรจะเป็น

อาการ สาเหตุจากการทาชั้นเดียว สิ่งที่ระบบหลายชั้นแก้
รั่วเป็นจุดเล็ก ๆ กระจายทั่ว รูเข็ม (pinhole) จากฟองอากาศหรือทาบางเกินไป ทาหลายรอบให้ความหนาสม่ำเสมอ ปิดรูเข็มทับกัน
รั่วตามแนวรอยร้าวเดิม ไม่มีชั้นเสริมแรงรองรับการขยับตัว ฝังแผ่นใยเสริมแรงกระจายแรงดึงตามรอยร้าว
ผิวกรอบแตกลายงาหลังใช้งาน 1–2 ปี ไม่มีชั้นเคลือบผิวทนยูวีแยกต่างหาก ชั้นเคลือบผิวรับแดดแทนชั้นกันน้ำหลัก
บวมพองเป็นฟองหลังทาไม่นาน ไม่ได้วัดความชื้นคอนกรีตก่อนทา ตรวจความชื้นด้วย Hygro Meter ก่อนเริ่มงานทุกครั้ง
หลุดล่อนที่มุมและรอบท่อก่อนจุดอื่น ไม่ได้เก็บรายละเอียดขอบ/มุม/ท่อให้สมบูรณ์ เก็บรายละเอียดจุดเสี่ยงด้วยการพันขอบและเสริมชั้นเฉพาะจุด

ข้อควรระวัง: ระยะเวลาบ่มตัวหรือแห้งตัวของแต่ละชั้นมีผลต่อคุณภาพงานโดยตรง ระบบ STPE โดยทั่วไปจะแข็งตัวได้ในเวลาประมาณ 2 ชั่วโมงตามข้อมูลผู้ผลิต แต่ระยะเวลาที่แท้จริงยังขึ้นกับอุณหภูมิ ความชื้นอากาศ และความหนาที่ทา หากเร่งลงชั้นถัดไปก่อนชั้นล่างพร้อม อาจทำให้ชั้นบนยึดเกาะไม่สนิทหรือเกิดฟองอากาศแทรก

วิธีตรวจสอบงานกันซึมที่ทำเสร็จแล้วว่าได้มาตรฐาน

  1. ดูความสม่ำเสมอของผิวเคลือบ — ไม่ควรมีจุดบางผิดปกติ รอยไหลย้อย หรือฟองอากาศให้เห็น
  2. ตรวจว่าแผ่นใยเสริมแรงถูกฝังจนสนิท — ไม่ควรเห็นขอบแผ่นใยโผล่หรือลอยจากผิวกันซึม
  3. เช็กรายละเอียดที่ขอบและมุม — ชั้นกันซึมควรเก็บขึ้นผนังหรือขอบสูง 15–30 ซม. ไม่หยุดแค่พื้นราบ
  4. สังเกตรอบท่อและจุดเจาะ — ควรมีการเสริมชั้นพิเศษรอบท่อระบายน้ำและจุดที่มีการเจาะทะลุ
  5. ทดสอบขังน้ำ (flood test) หากทำได้ — ขังน้ำทิ้งไว้ระยะหนึ่งเพื่อดูว่ามีจุดรั่วซึมหรือไม่ก่อนปิดงาน

WINSERV ออกแบบระบบกันซึมหลายชั้นอย่างไร?

เราเริ่มต้นจากการสำรวจหน้างานเสมอ ไม่ใช่การลงชั้นกันซึมทันทีโดยไม่ตรวจสภาพผิว

  • วัดความชื้นก่อนเริ่มงานทุกครั้ง — ใช้ Hygro Meter ตรวจความชื้นคอนกรีต ร่วมกับ Thermal Scan ตรวจจุดที่ความชื้นซ่อนอยู่ใต้ผิว
  • ระบบ WINSERV. SmartTec ใช้เทคโนโลยี STPE ออกแบบเป็น 5 High Protection Layers เฉพาะจุดตามสภาพหน้างานแต่ละแห่ง ไร้รอยต่อ ทนยูวีและสารเคมี ทาแบบเย็นไม่ใช้เปลวไฟ ไม่มีกลิ่นฉุน
  • เสริมแผ่นใยเสริมแรง ที่จุดรอยร้าวและรอยต่อโครงสร้างเพื่อรองรับการขยับตัวในระยะยาว
  • ทีม QC ตรวจสอบก่อนส่งมอบ พร้อม รับประกันผลงานสูงสุด 5 ปี ครอบคลุมทุกพื้นผิว หลังคา ดาดฟ้า ผนัง พื้น สระว่ายน้ำ และห้องน้ำ

เคล็ดลับ: เมื่อขอใบเสนอราคา ควรถามผู้รับเหมาว่าระบบที่เสนอมีกี่ชั้น แต่ละชั้นทำหน้าที่อะไร และมีแผ่นใยเสริมแรงหรือไม่ ส่งรูปหน้างานมาทาง LINE @winserv เพื่อให้วิศวกร WINSERV อธิบายระบบที่เหมาะกับพื้นผิวของคุณได้ฟรี

อยากรู้ว่าบ้านคุณควรใช้กันซึมกี่ชั้น?

ให้วิศวกร WINSERV ประเมินสภาพหน้างานก่อนออกแบบระบบ · ปรึกษาฟรี · รับประกันสูงสุด 5 ปี

WINSERV

เขียนโดย ทีมวิศวกร WINSERV (ห้างหุ้นส่วนจำกัด โปรเกรซ กลาส) ผู้เชี่ยวชาญระบบกันซึมและงานซ่อมบ้าน ประสบการณ์ 12+ ปี ผลงานกว่า 2,000 เคส ทั้งบ้านพักอาศัย โรงงาน โรงเรียน และอาคารพาณิชย์ในกรุงเทพฯ ปทุมธานี และทั่วประเทศ